
29
Oct
จีน
ซากุระนับแสนต้น เสน่ห์ที่ทำให้ผิงป้ากลายเป็นจุดหมายในฝัน
เมื่อฤดูใบไม้ผลิเปลี่ยนผืนดินทั้งผืนให้กลายเป็นสีขาวและชมพู
ถ้าพูดถึงสถานที่ชมซากุระในประเทศจีน หลายคนอาจนึกถึงเมืองดัง ๆ หรือสวนที่มีต้นซากุระเรียงรายอยู่ตามทางเดิน แต่สวนซากุระผิงป้าในมณฑลกุ้ยโจวให้ความรู้สึกต่างออกไป เพราะที่นี่ไม่ได้มีต้นซากุระอยู่แค่ไม่กี่ร้อยหรือไม่กี่พันต้น แต่เป็นพื้นที่กว้างใหญ่ที่มองไปทางไหนก็เจอแนวต้นไม้ต่อเนื่องกันไปไกลสุดสายตา พอถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิ สีเขียวของต้นไม้จะค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยสีขาวและสีชมพู บางช่วงมองเห็นดอกไม้เต็มสองข้างทาง บางจุดมีต้นซากุระอยู่ท่ามกลางภูเขาและผืนน้ำของทะเลสาบหงเฟิง ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าที่นี่ไม่ได้มีดีแค่การมาถ่ายรูป แต่เป็นสถานที่ที่ทำให้เราอยากเดินช้าลง แล้วใช้เวลามองสิ่งรอบตัวให้นานขึ้น
จากพื้นที่ปลูกต้นไม้ สู่สวนซากุระชื่อดัง
เรื่องราวของสวนซากุระผิงป้าน่าสนใจตรงที่ จุดเริ่มต้นของที่นี่ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวตั้งแต่แรก พื้นที่แห่งนี้อยู่ในบริเวณผิงป้าฟาร์ม เดิมมีการใช้พื้นที่เพื่อการเกษตรและการปลูกต้นไม้ ต่อมาช่วงต้นทศวรรษ 2000 มีการนำพื้นที่มาพัฒนาเป็นฐานเพาะปลูกและไม้ประดับ ก่อนที่ต้นซากุระจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยมีการนำต้นซากุระจากญี่ปุ่นเข้ามาปลูกเป็นจำนวนมาก และค่อย ๆ ขยายพื้นที่ออกไปจนกลายเป็นผืนป่าซากุระขนาดใหญ่
จากพื้นที่ที่เริ่มต้นด้วยแนวคิดด้านการปลูกต้นไม้และการพัฒนาพื้นที่ วันเวลาผ่านไปต้นซากุระเหล่านั้นเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นภาพที่สะดุดตา และเมื่อมีการถ่ายภาพจากมุมสูงเผยให้เห็นพื้นที่กว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นซากุระ ความสนใจก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่มีชื่อเสียงของกุ้ยโจว
ปัจจุบันข้อมูลจากหน่วยงานและสื่อจีนระบุว่าพื้นที่สวนซากุระมีประมาณ 12,000 หมู่ หรือราว 8,000 ไร่ และมีต้นซากุระมากกว่า 700,000 ต้น โดยพื้นที่แห่งนี้ยังคงมีทั้งส่วนที่เป็นพื้นที่ปลูกต้นไม้และโซนสำหรับนักท่องเที่ยวเข้าชม






ความสวยของผิงป้าไม่ได้อยู่แค่สีชมพู
สิ่งที่ทำให้สวนซากุระผิงป้าต่างจากจุดชมซากุระทั่วไป คือขนาดของพื้นที่ที่กว้างมากจนทำให้บรรยากาศในแต่ละจุดไม่เหมือนกัน ช่วงแรกของฤดูดอกไม้บาน มักจะเริ่มจากซากุระสีขาว เมื่อดอกไม้จำนวนมากบานพร้อมกัน พื้นที่กว้าง ๆ จะดูสว่างขึ้นทั้งผืน ก่อนที่ซากุระสีชมพูจะทยอยบานตามมา ทำให้ช่วงเวลาชมดอกไม้ไม่ได้มีเพียงสีเดียว แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีขาวไปสู่สีชมพูตามจังหวะของฤดูกาล และถ้าใครชอบถ่ายรูป ที่นี่มีมุมให้เลือกเยอะมาก ทั้งถนนที่ทอดผ่านแนวต้นซากุระ ทางเดินภายในสวน จุดชมวิว และบริเวณที่สามารถมองเห็นต้นซากุระกระจายตัวอยู่ท่ามกลางภูเขาและทะเลสาบหงเฟิง บางคนอาจชอบเดินถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ
บางคนเลือกนั่งอยู่ใต้ต้นไม้แล้วปล่อยให้เวลาผ่านไป บางคนก็แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเก็บภาพเอาไว้ เพราะรู้ดีว่าดอกไม้แบบนี้ไม่ได้อยู่ให้เราเห็นตลอดทั้งปี พื้นที่ชมหลักยังมีโซนสำคัญอย่าง 繁樱广场 หรือจัตุรัสชมซากุระ, 寻樱园 และ 漫樱园 ซึ่งช่วยให้การเดินเที่ยวในพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นสัดส่วนมากขึ้น
สวนซากุระผิงป้าไม่ได้สวยตลอดทั้งปีในแบบเดียวกัน เพราะช่วงที่ผู้คนรอคอยมากที่สุดคือฤดูดอกไม้บาน โดยทั่วไปจะอยู่ประมาณเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน แต่วันเริ่มบานและช่วงพีคสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอากาศในแต่ละปี นี่แหละที่ทำให้การมาชมซากุระมีความพิเศษอยู่หน่อย ๆ เพราะบางครั้งเราเดินทางมาไกลหลายร้อยกิโลเมตร เพียงเพื่อรอให้ดอกไม้บานในช่วงเวลาสั้น ๆ แล้วพอถึงวันที่ดอกไม้บานจริง ทุกอย่างที่รอมันก็ดูคุ้มขึ้นมาเอง โดยเฉพาะวันที่ลมพัดเบา ๆ แล้วกลีบดอกไม้ค่อย ๆ หล่นลงมาตามทางเดิน ภาพตรงหน้าอาจไม่ได้ต้องการคำบรรยายอะไรเลย แค่ยืนมองอยู่ตรงนั้นสักพักก็เข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงเดินทางมารวมตัวกันที่นี่ทุกปี






บางสถานที่ไม่ได้มีไว้แค่ไปเที่ยว
สวนซากุระผิงป้าเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของพื้นที่แห่งหนึ่งที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จากพื้นที่สำหรับปลูกต้นไม้ กลายมาเป็นแหล่งชมดอกไม้ขนาดใหญ่ และในที่สุดก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกุ้ยโจวที่ดึงดูดผู้คนจำนวนมากในช่วงฤดูใบไม้ผลิ สิ่งที่น่าจดจำจึงอาจไม่ใช่แค่จำนวนต้นซากุระที่มีอยู่มากมาย แต่คือเรื่องราวของพื้นที่แห่งนี้ที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการเติบโต กว่าต้นไม้เล็ก ๆ จะกลายเป็นแนวป่าขนาดใหญ่ กว่าผืนดินธรรมดาจะกลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนตั้งใจเดินทางมาเพื่อรอชมดอกไม้เพียงไม่กี่สัปดาห์ และบางทีความสำคัญของสวนซากุระผิงป้าก็อยู่ตรงนี้ มันทำให้เราเห็นว่า สิ่งสวยงามบางอย่างไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ต้องอาศัยเวลา การดูแล และการรอคอย จนวันหนึ่งสิ่งที่เคยเป็นเพียงต้นไม้เล็ก ๆ กลับเติบโตขึ้นจนสามารถเปลี่ยนบรรยากาศของทั้งพื้นที่ และกลายเป็นความทรงจำของผู้คนที่เดินทางมาพบเห็นมันในแต่ละปี






