Black Ribbon Top Right

เวลาทำการ

จันทร์-ศุกร์ :

09.00 - 18.00 น.

เราช่วยคุณได้

@cjtvacation

Travel License : 11/11747

หน้าแรก

/

บทความท่องเที่ยว

/

กว๋อจื่อโกว หุบเขาแห่งสายลมและเส้นทางโบราณ

กว๋อจื่อโกว หุบเขาแห่งสายลมและเส้นทางโบราณ

26

Oct

จีน

กว๋อจื่อโกว หุบเขาแห่งสายลมและเส้นทางโบราณ

          ถ้าพูดถึงซินเจียง หลายคนอาจนึกถึงทะเลทราย ภูเขาสูง หรือทุ่งหญ้ากว้าง ๆ แต่ระหว่างเส้นทางที่มุ่งหน้าเข้าสู่เขตอีหลี่ ยังมีสถานที่หนึ่งที่อยากให้ลองชะลอความเร็วลงสักหน่อย นั่นคือ หุบเขากว๋อจื่อโกว (果子沟) หุบเขายาวประมาณ 28 กิโลเมตรที่ทอดตัวอยู่ท่ามกลางเทือกเขาเทียนซาน และเป็นเส้นทางสำคัญเชื่อมพื้นที่ทางตอนเหนือเข้ากับหุบเขาอีหลี่

          ตอนขับรถเข้าไป สิ่งที่เห็นก่อนเลยคือภูเขาสูงสลับซับซ้อน ป่าสนเขียวแน่น ลำธารที่ไหลอยู่เบื้องล่าง และถนนที่ค่อย ๆ เลี้ยวไปตามแนวเขา บางช่วงมองออกไปแล้วรู้สึกว่าเส้นทางนี้ยาวไม่มีที่สิ้นสุด แต่จริง ๆ แล้วทุกโค้งของถนนกำลังพาเราเข้าไปสัมผัสพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าถนนสมัยใหม่ที่เห็นอยู่ตรงหน้า และนั่นแหละคือเสน่ห์ของกว๋อจื่อโกว เพราะที่นี่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องวิว แต่ยังเป็นหนึ่งในเส้นทางสำคัญของการเดินทางผ่านเทือกเขาเทียนซานมาตั้งแต่อดีต

เส้นทางเก่าที่ผู้คนใช้เดินทางข้ามภูเขา

          ชื่อ กว๋อจื่อโกว มีความหมายเกี่ยวข้องกับ “หุบเขาผลไม้” เพราะบริเวณหุบเขามีต้นผลไม้ป่า โดยเฉพาะแอปเปิลป่ากระจายอยู่ตามพื้นที่ภูเขาและแนวหุบเขา จนกลายเป็นที่มาของชื่อที่ใช้เรียกกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่สิ่งที่ทำให้สถานที่แห่งนี้สำคัญจริง ๆ คือเรื่องของเส้นทาง เพราะกว๋อจื่อโกวเป็นช่องทางธรรมชาติที่พาดผ่านเทือกเขา และในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมทางตอนเหนือที่เชื่อมต่อไปยังเอเชียกลางและพื้นที่ทางตะวันตก เส้นทางที่วันนี้เราสามารถนั่งรถผ่านได้ กลับเคยเป็นเส้นทางภูเขาที่เดินทางลำบากมาก ต้องอาศัยการสร้างสะพานและปรับเส้นทางเพื่อให้ผู้คนและกองกำลังสามารถผ่านพื้นที่แห่งนี้ได้ มีบันทึกเกี่ยวกับการเดินทางผ่านกว๋อจื่อโกวของผู้คนในอดีต รวมถึงช่วงการเดินทางไปทางตะวันตกของเจงกิสข่านที่มีการพัฒนาเส้นทางและสร้างสะพานหลายแห่งในพื้นที่ ต่อมาในสมัยราชวงศ์ชิงก็มีการปรับปรุงเส้นทางอีกครั้ง ทำให้เห็นได้ชัดเลยว่า หุบเขาแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านธรรมดา แต่เป็นจุดที่มีความสำคัญต่อการเดินทางข้ามภูเขามาอย่างยาวนาน

ภูเขา ป่าไม้ และสะพานที่กลายเป็นภาพจำ

          ถ้าเดินทางผ่านกว๋อจื่อโกวในช่วงที่อากาศดี สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดคงหนีไม่พ้นภูเขาสูงที่โอบล้อมสองข้างทาง ป่าสนและต้นไม้ตามแนวเขา รวมถึงลำธารและน้ำตกที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา พอช่วงฤดูใบไม้ผลิมาถึง ต้นผลไม้ป่าเริ่มออกดอก พื้นที่บางส่วนจะเปลี่ยนบรรยากาศไปอย่างชัดเจน ส่วนช่วงฤดูร้อนก็จะเห็นสีเขียวของป่าและทุ่งหญ้าเด่นขึ้นมาอีกแบบ


1. หุบเขายาวท่ามกลางเทือกเขาเทียนซาน
          กว๋อจื่อโกวเป็นหุบเขาที่ทอดยาวไปตามแนวภูเขา สองข้างทางเต็มไปด้วยภูเขาสูงที่วางตัวซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ยิ่งขับเข้าไปลึกเท่าไร มุมมองก็ยิ่งเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ บางช่วงเห็นภูเขาอยู่ใกล้จนรู้สึกว่าถนนกำลังพาเราวิ่งเข้าไปกลางหุบเขา บางช่วงพื้นที่เปิดกว้างจนมองเห็นแนวเขาไกลออกไปสุดสายตา ตรงนี้แหละที่ทำให้การเดินทางผ่านกว๋อจื่อโกวไม่น่าเบื่อ เพราะวิวไม่ได้อยู่มุมเดียว แต่เปลี่ยนไปตามทุกโค้งของถนน

2. ป่าสนและพื้นที่สีเขียวบนภูเขา
           อีกสิ่งที่เห็นเด่นมากคือแนวป่าสนและพืชพรรณตามไหล่เขา โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อน สีเขียวของต้นไม้จะตัดกับสีของภูเขาและถนนอย่างชัดเจน ส่วนช่วงฤดูใบไม้ร่วงบรรยากาศจะเปลี่ยนไปอีกแบบ เมื่อใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีทำให้พื้นที่ทั้งหุบเขามีสีสันมากขึ้น ถ้าเป็นคนชอบถ่ายรูป บอกเลยว่าที่นี่ไม่จำเป็นต้องหาจุดถ่ายรูปที่เป็นทางการ แค่จังหวะที่รถเลี้ยวผ่านภูเขาแล้วเห็นป่าอยู่ด้านหนึ่ง หุบเขาอยู่อีกด้านหนึ่ง ก็ได้ภาพที่มีเรื่องราวแล้ว

3. สะพานกว๋อจื่อโกว จุดเด่นที่มองเห็นได้จากระยะไกล
          หนึ่งในภาพจำของกว๋อจื่อโกวคือ สะพานกว๋อจื่อโกว โครงสร้างขนาดใหญ่ที่ทอดตัวข้ามหุบเขาและเชื่อมเส้นทางคมนาคมให้สามารถผ่านพื้นที่ภูเขาได้สะดวกขึ้น
เวลามองสะพานจากด้านล่างจะเห็นความสูงและขนาดของโครงสร้างได้ชัดเจน แต่ถ้ามองจากมุมสูง ภาพของสะพานที่พาดผ่านหุบเขากลับดูเข้ากับภูมิประเทศอย่างน่าสนใจ กลายเป็นภาพที่ผสมระหว่างธรรมชาติกับงานวิศวกรรมเอาไว้ในจุดเดียว

4. ลำธาร น้ำตก และสายน้ำในหุบเขา
           นอกจากภูเขาและป่าไม้แล้ว ภายในกว๋อจื่อโกวยังมีลำธารและสายน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่หุบเขา ในช่วงที่มีน้ำมาก เสียงน้ำที่ไหลลงมาตามแนวภูเขาช่วยให้บรรยากาศระหว่างทางมีชีวิตชีวามากขึ้น บางจุดอาจมองเห็นน้ำตกเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ตามหน้าผาและแนวป่า ยิ่งในวันที่อากาศเย็นและมีหมอกบาง ๆ บรรยากาศจะยิ่งเงียบสงบ เหมาะกับการหยุดพักและมองธรรมชาติรอบตัวสักครู่

 5. ดอกไม้และต้นผลไม้ป่าในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
          ชื่อกว๋อจื่อโกวมีความเกี่ยวข้องกับต้นผลไม้ป่าที่พบในพื้นที่ และช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นอีกช่วงหนึ่งที่หุบเขามีบรรยากาศน่าสนใจ เพราะต้นไม้หลายชนิดเริ่มผลิดอกและพื้นที่ตามแนวเขาก็กลับมามีสีสันอีกครั้ง ถ้าใครเดินทางช่วงนี้ จะได้เห็นภูเขาที่มีทั้งสีเขียวของต้นไม้และสีอ่อนของดอกไม้กระจายอยู่ตามพื้นที่ ทำให้บรรยากาศแตกต่างจากช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงอย่างชัดเจน




กว๋อจื่อโกวไม่ได้สำคัญแค่เพราะสวย

          สิ่งที่ทำให้ หุบเขากว๋อจื่อโกว น่าสนใจ คือการที่ธรรมชาติและประวัติศาสตร์อยู่ในพื้นที่เดียวกันอย่างชัดเจน เรามองเห็นภูเขา ป่าไม้ น้ำตก และต้นผลไม้ป่าได้ในเวลาเดียวกัน ขณะเดียวกันถนน สะพาน และร่องรอยของเส้นทางเก่าก็เตือนให้รู้ว่า ผู้คนเดินทางผ่านพื้นที่แห่งนี้มาหลายยุคหลายสมัยแล้ว

           บางครั้งการเดินทางผ่านสถานที่หนึ่ง เราอาจไม่ได้หยุดนาน แค่ขับรถผ่านไม่กี่สิบนาทีแล้วเดินทางต่อ แต่สำหรับกว๋อจื่อโกว ถ้าลองมองออกไปนอกหน้าต่างสักหน่อย จะเห็นว่าทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในยุคของเรา ทั้งภูเขา เส้นทางเก่า สะพาน และถนนสายใหม่ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวเดียวกัน

          กว๋อจื่อโกวจึงไม่ใช่แค่หุบเขาที่มีวิวสวย แต่เป็นประตูสำคัญสู่เขตอีหลี่ เป็นเส้นทางที่เชื่อมผู้คนและดินแดนมาหลายร้อยปี และเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ทำให้เราเข้าใจว่า ในซินเจียงนั้นเส้นทางหนึ่งเส้นสามารถมีเรื่องราวมากกว่าที่คิดไว้มากจริง ๆ

เกร็ดความรู้


จำนวนผู้เข้าชม 14 ครั้ง