Black Ribbon Top Right

เวลาทำการ

จันทร์-ศุกร์ :

09.00 - 18.00 น.

เราช่วยคุณได้

@cjtvacation

Travel License : 11/11747

หน้าแรก

/

บทความท่องเที่ยว

/

เมืองโบราณชิงเหยียน เมืองเก่ากว่า 600 ปีที่ซ่อนเรื่องราวไว้ทุกตรอก

เมืองโบราณชิงเหยียน เมืองเก่ากว่า 600 ปีที่ซ่อนเรื่องราวไว้ทุกตรอก

28

Oct

จีน

เมืองโบราณชิงเหยียน เมืองเก่ากว่า 600 ปีที่ซ่อนเรื่องราวไว้ทุกตรอก

เมืองเก่าที่ไม่ได้มีดีแค่ความสวย

          ถ้ามีโอกาสมาเที่ยวกุ้ยหยางในมณฑลกุ้ยโจว อีกสถานที่หนึ่งที่อยากให้ลองเผื่อเวลาไว้สักหน่อย คือ เมืองโบราณชิงเหยียน (Qingyan Ancient Town) เมืองเก่าที่มีประวัติยาวนานกว่า 600 ปี และตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองกุ้ยหยาง พอเดินผ่านประตูเมืองเข้ามา สิ่งแรกที่รู้สึกได้เลยคือถนนหินที่ทอดยาวไปตามตรอกเล็ก ๆ บ้านเรือนเก่า กำแพงหิน ประตูไม้ และหลังคากระเบื้องที่เรียงตัวกันแน่น บางช่วงก็มีร้านขายของพื้นเมือง บางช่วงเงียบลงจนได้ยินแค่เสียงคนเดินผ่านไปมา ที่นี่ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเรามาเดินดูอาคารเก่าอย่างเดียว แต่หลายมุมยังทำให้รู้สึกได้ว่า เมืองแห่งนี้เคยมีคนใช้ชีวิต ทำมาค้าขาย เดินทางผ่าน และมีเรื่องราวเกิดขึ้นจริงตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา

จากป้อมทหาร สู่เมืองเก่าที่ผู้คนยังเดินอยู่ทุกวัน

          ชิงเหยียนเริ่มสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ราวปี ค.ศ. 1378 เดิมไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่มีหน้าที่สำคัญในฐานะ ป้อมปราการและเมืองทางทหาร เพราะทำเลของที่นี่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ทางตอนใต้ของกุ้ยหยาง ในช่วงแรกโครงสร้างของป้อมส่วนหนึ่งสร้างด้วยดิน ก่อนที่จะมีการเสริมกำแพงและตรอกต่าง ๆ ด้วยหิน จนเมื่อเวลาผ่านไป เมืองได้รับการขยายและบูรณะหลายครั้ง จากพื้นที่ทางทหารจึงค่อย ๆ กลายเป็นชุมชนและศูนย์กลางการค้าและการเดินทางของภูมิภาค สิ่งที่น่าสนใจคือ ร่องรอยของอดีตไม่ได้หายไปทั้งหมด กำแพงเมือง ประตูเมือง ถนนหิน และอาคารเก่าหลายแห่งยังช่วยให้เราเห็นโครงสร้างของเมืองในอดีตได้ค่อนข้างชัดเจน ปัจจุบันชิงเหยียนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ 5A ของจีนตั้งแต่ปี 2017 และยังได้รับการยอมรับให้เป็นเมืองประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศจีนอีกด้วย

เดินเข้าตรอกไหน ก็มีอะไรให้หยุดมอง

กำแพงเมืองและประตูโบราณ

          จุดหนึ่งที่ไม่ควรรีบเดินผ่านคือกำแพงเมือง เพราะกำแพงหินเหล่านี้ไม่ได้มีไว้แค่สร้างความสวยงาม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันเมืองในอดีต เมืองมีประตูหลักทั้งสี่ทิศ และเมื่อเดินขึ้นไปบริเวณประตูหรือจุดสูงบางแห่ง จะมองเห็นหลังคาบ้านเก่าและถนนหินที่ค่อย ๆ ไล่ระดับไปตามพื้นที่ของเมือง เป็นมุมที่ทำให้เข้าใจว่าทำไมพื้นที่แห่งนี้จึงเหมาะกับการสร้างเมืองป้อมปราการตั้งแต่แรก

ถนนหมิงชิงและตรอกเล็ก ๆ
          ถนนสายเก่าคือส่วนที่น่าเดินที่สุด เพราะไม่ต้องรีบก็ได้ เดินไปเรื่อย ๆ ดูร้านค้า ดูบ้านไม้ ดูกำแพงหิน แล้วแวะหาอะไรท้องถิ่นกินสักอย่าง โดยเฉพาะอาหารและขนมที่เป็นเอกลักษณ์ของชิงเหยียน เช่น เต้าหู้ชิงเหยียน เต้าหู้ข้าว และขนมกุหลาบ บรรยากาศแบบนี้ทำให้การเที่ยวเมืองเก่าไม่ได้มีแค่การถ่ายรูป แต่ยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตและรสชาติของพื้นที่ไปพร้อมกัน

บ้านเก่าและอาคารโบราณ
          ภายในเมืองมีทั้งวัด ศาลเจ้า หอคอย เรือนเก่า พระราชวัง และอาคารที่มีรายละเอียดงานไม้กับงานหินจำนวนมาก รวมถึงบ้านของ จอหงวนจ้าวอี้จยง บุคคลสำคัญทางการศึกษาของกุ้ยโจวในสมัยราชวงศ์ชิง เดินดูใกล้ ๆ จะเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ ตามประตู หน้าต่าง เสา และคาน ซึ่งบางอย่างดูเรียบมาก แต่พอหยุดมองนาน ๆ จะเห็นฝีมือช่างในอดีตชัดขึ้นเรื่อย ๆ

วัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกัน
          อีกเรื่องที่น่าสนใจมากของชิงเหยียนคือความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม เพราะภายในเมืองมีทั้งสถานที่เกี่ยวข้องกับพุทธ เต๋า รวมถึงคริสต์และคาทอลิก ดังนั้นเวลาเดินอยู่ในเมือง เราไม่ได้เห็นเพียงรูปแบบสถาปัตยกรรมจีนโบราณเท่านั้น แต่ยังได้เห็นร่องรอยของการติดต่อทางวัฒนธรรมที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นตามประวัติศาสตร์ของพื้นที่แห่งนี้ด้วย

เมืองที่ควรเดินให้ช้ากว่าปกติ

          ชิงเหยียนอาจไม่ใช่สถานที่ที่ต้องรีบมาแล้วรีบไป เพราะเสน่ห์ของเมืองอยู่ตรงรายละเอียดเล็ก ๆ ระหว่างทางมากกว่า อยู่ที่กำแพงหินเก่า ๆ อยู่ในเสียงคนเดินบนถนน อยู่ตรงบ้านหลังหนึ่งที่มีประตูไม้เก่า หรือแม้แต่ร้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมตรอกแล้วมีกลิ่นอาหารลอยออกมา

          จากป้อมปราการทางทหารเมื่อหลายร้อยปีก่อน วันนี้ชิงเหยียนกลายเป็นเมืองเก่าที่ผู้คนยังเข้ามาเดิน กิน เที่ยว และใช้ชีวิตกันอยู่ทุกวัน และนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สถานที่แห่งนี้มีคุณค่า เพราะสิ่งที่ได้รับการรักษาไว้ไม่ได้มีเพียงกำแพงหรืออาคาร แต่คือ ร่องรอยของชีวิตผู้คนและประวัติศาสตร์ที่ยังคงอยู่ในพื้นที่จริง

          ถ้ามาถึงกุ้ยหยางแล้วมีเวลา อย่าเพียงแค่เดินผ่านชิงเหยียนเพื่อถ่ายรูปแล้วกลับ ลองเดินช้าลงอีกนิด มองกำแพงให้ละเอียดขึ้น ฟังเสียงของถนน และปล่อยให้เมืองเก่าเล่าเรื่องของตัวเอง เพราะบางครั้งเสน่ห์ของสถานที่เก่าแก่ไม่ได้อยู่ที่ว่ามันยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่อยู่ที่ว่ามันยังทำให้เรารู้สึกอะไรบางอย่างได้ แม้เวลาจะผ่านไปแล้วกว่า 600 ปี

จำนวนผู้เข้าชม 15 ครั้ง