เวลาทำการ

จันทร์-ศุกร์ :

09.00 - 18.00 น.

เราช่วยคุณได้

@cjtvacation

Travel License : 11/11747

หน้าแรก

/

บทความท่องเที่ยว

/

เที่ยวจีนเส้นทางสายไหม ดื่มด่ำธรรมชาติ วัฒนธรรม และอารยธรรมโบราณ

เที่ยวจีนเส้นทางสายไหม ดื่มด่ำธรรมชาติ วัฒนธรรม และอารยธรรมโบราณ

28

May

จีน

เที่ยวจีนเส้นทางสายไหม ดื่มด่ำธรรมชาติ วัฒนธรรม และอารยธรรมโบราณ

         ถ้าพูดถึง “เส้นทางสายไหม” หลายคนอาจนึกถึงเพียงเส้นทางการค้าระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก แต่จริงๆแล้ว ที่นี่คือเส้นทางแห่งอารยธรรมที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คน ศิลปะ วัฒนธรรม และธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่เกินจะอธิบายได้หมดในคำไม่กี่คำค่ะ และวันนี้แอดมินจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งโปรแกรมท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยมมากๆ ทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ เพราะนี่ไม่ใช่แค่การเที่ยวธรรมดา แต่มันคือการเดินทางผ่านประวัติศาสตร์หลายพันปี ที่ระหว่างทางเต็มไปด้วยวิวอลังการ เมืองโบราณ ทะเลทรายกว้างสุดสายตา และศิลปะพุทธศาสนาที่ยังคงถูกส่งต่อมาจนถึงทุกวันนี้

          เส้นทางสายไหมของจีน เป็นเส้นทางที่มีความสำคัญมาตั้งแต่ยุคโบราณ เชื่อมโยงการค้าระหว่างจีน เอเชียกลาง ตะวันออกกลาง ไปจนถึงยุโรป สินค้าสำคัญอย่างผ้าไหม ชา เครื่องเทศ และศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ถูกส่งผ่านเส้นทางนี้ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทั้งเศรษฐกิจ ความเชื่อ และวิถีชีวิตของผู้คนจากหลากหลายชนชาติ และสิ่งที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้น่าสนใจมากขึ้น ก็คือเราจะได้เห็นร่องรอยของอดีตเหล่านั้นอยู่จริงตามเมืองต่างๆ ตลอดเส้นทาง เหมือนได้ย้อนเวลาเข้าไปอยู่ในยุคของกองคาราวานพ่อค้าเลยค่ะ

อุทยานป่าไม้หูหยางจินถ่า

          หนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ถูกยกให้เป็นภาพจำของเส้นทางสายไหม และยังเป็นสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของจีนเลยค่ะ ทันทีที่เข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วง ต้นหูหยางนับหมื่นต้นจะพร้อมใจกันเปลี่ยนสีจากเขียวกลายเป็นสีทองอร่ามทั่วทั้งผืนป่า ตัดกับพื้นทรายสีอ่อนและท้องฟ้าสีฟ้าเข้มได้อย่างสวยเกินคำบรรยาย บางช่วงเวลาที่แสงแดดตกกระทบ โดยเฉพาะตอนเช้าตรู่หรือช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตก ทั้งพื้นที่จะเปล่งประกายสีทองเหมือนโลกแห่งเทพนิยายเลยทีเดียวค่ะ

          เสน่ห์ของที่นี่ไม่ได้มีแค่ความสวยงามของธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวของการเอาชีวิตรอด เพราะต้นหูหยางเป็นต้นไม้ที่สามารถเติบโตได้ในพื้นที่แห้งแล้งสุดขั้ว ทนทั้งความหนาวจัด ความร้อน และพายุทราย จนชาวจีนขนานนามว่าเป็น “ต้นไม้แห่งชีวิต” หรือ “ต้นไม้สามพันปี” เพราะมีคำกล่าวว่า ยืนหนึ่งพันปี ไม่ตายหนึ่งพันปี และล้มแล้วไม่ผุอีกหนึ่งพันปี เมื่อได้มายืนอยู่ท่ามกลางป่าหูหยางจริงๆ เราจะรู้สึกได้ถึงพลังของธรรมชาติที่ทั้งเงียบสงบ แข็งแกร่ง และสวยงามในเวลาเดียวกัน เป็นความรู้สึกที่ภาพถ่ายก็อาจถ่ายทอดออกมาได้ไม่หมดจริงๆค่ะ

ภูเขาสายรุ้งดินเซี่ยวซาน

          หนึ่งในความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่โด่งดังที่สุดของจีน และเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างใฝ่ฝันอยากมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง เพราะทันทีที่มองเห็นครั้งแรก หลายคนแทบไม่เชื่อว่าสีสันทั้งหมดตรงหน้านั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แนวภูเขาขนาดใหญ่เต็มไปด้วยชั้นสีแดง ส้ม เหลือง น้ำตาล และขาว สลับเรียงตัวกันเหมือนภาพวาดขนาดมหึมาที่ธรรมชาติใช้เวลาสร้างนับล้านปี

          ความสวยงามเหล่านี้เกิดจากการทับถมของชั้นหินและแร่ธาตุต่างชนิดกัน ก่อนจะถูกลม ฝน และสภาพอากาศกัดเซาะจนเกิดเป็นลวดลายที่ไม่เหมือนที่ไหนในโลก จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ยิ่งช่วงพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตก สีของภูเขาจะยิ่งชัดและมีมิติมากขึ้น แสงแดดที่สะท้อนลงบนแนวหินทำให้ทั้งภูเขาดูเหมือนกำลังเปล่งประกายอยู่ตรงหน้า หลายคนพอมาถึงตรงนี้จะเงียบไปพักหนึ่ง เพราะมันสวยจนไม่รู้จะอธิบายออกมายังไงดี เป็นวิวที่ต้องเห็นด้วยตาตัวเองจริงๆค่ะ

ขี่อูฐชมทะเลทรายโกบี หมิงชาซาน

          ถ้าพูดถึงเส้นทางสายไหม แล้วไม่ได้มาสัมผัสทะเลทรายโกบี  หมิงชาซาน ก็คงเหมือนมาไม่ถึงค่ะ เพราะที่นี่ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่สุดของทั้งทริป และเป็นประสบการณ์ที่หลายคนจดจำไปอีกนาน ภาพของขบวนอูฐเดินเรียงกันเป็นแถวกลางทะเลทรายกว้างใหญ่ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังย้อนเวลากลับไปในยุคที่พ่อค้าและนักเดินทางใช้เส้นทางสายไหมในการค้าขายระหว่างโลกตะวันออกกับตะวันตกจริงๆ

           เสน่ห์ของหมิงซาซานไม่ได้อยู่แค่ความกว้างใหญ่ของทะเลทราย แต่คือบรรยากาศรอบตัวที่เงียบสงบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมพัดผ่านผืนทราย และเสียงกระดิ่งอูฐที่ดังเบาๆ ยิ่งช่วงเย็นที่แสงอาทิตย์ค่อยๆตกลงหลังเนินทราย สีทองอมส้มที่สะท้อนทั่วทั้งพื้นที่คือสวยจนแทบลืมหายใจ หลายคนถึงกับบอกว่าที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทำให้รู้สึกว่าโลกใบนี้กว้างใหญ่และสวยงามมากจริงๆ นอกจากนี้หมิงชาซานยังถูกเรียกว่า “ทะเลทรายห้าสี” เพราะสีของผืนทรายจะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของแสงแดดอีกด้วยค่ะ

ถ้ำโม่เกาคู พุทธสถานพันปี

          พุทธสถานโบราณระดับโลกที่เปรียบเสมือนขุมทรัพย์แห่งศิลปะและวัฒนธรรมของเส้นทางสายไหม ภายในถ้ำเต็มไปด้วยพระพุทธรูป จิตรกรรมฝาผนัง และงานแกะสลักที่สืบทอดต่อกันมายาวนานกว่าพันปี ทุกผนัง ทุกลวดลาย ทุกองค์พระ ล้วนสะท้อนถึงความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของผู้คนในอดีตได้อย่างน่าอัศจรรย์

          สิ่งที่ทำให้ถ้ำโม่เกาคูมีความพิเศษมากกว่าถ้ำทั่วไป ก็คือที่นี่ไม่ได้มีศิลปะแบบจีนเพียงอย่างเดียว แต่ยังผสมผสานอิทธิพลจากอินเดีย ทิเบต และเอเชียกลางเข้าไว้ด้วยกัน เพราะในอดีตที่นี่เคยเป็นจุดพักสำคัญของพ่อค้า นักเดินทาง และพระสงฆ์จากหลากหลายดินแดนบนเส้นทางสายไหม จนทำให้เกิดการหลอมรวมทางวัฒนธรรมที่หาชมได้ยากมากในโลกปัจจุบัน บางถ้ำยังคงรักษาภาพวาดสีเดิมเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง แม้เวลาจะผ่านมาหลายร้อยปีแล้วก็ตาม จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสมบัติทางพุทธศิลป์ที่สำคัญที่สุดของโลกเลยทีเดียวค่ะ

กำแพงเมืองจีนด่านเจียยี่กวน

          ด่านสำคัญทางตะวันตกสุดของกำแพงเมืองจีน และถือเป็นประตูด่านสุดท้ายของเส้นทางสายไหมในอดีต ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงป้อมปราการธรรมดา แต่คือสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทั้งสงคราม การเดินทาง และการค้าขายระหว่างดินแดนต่างๆ เมื่อหลายร้อยปีก่อน ผู้คนมากมายเคยเดินทางผ่านด่านแห่งนี้ ทั้งพ่อค้า นักเดินทาง ทหาร และผู้คนที่ออกเดินทางสู่โลกกว้างผ่านทะเลทรายอันเวิ้งว้าง

          ตัวป้อมปราการตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางภูเขาและทะเลทราย ให้บรรยากาศที่ทั้งยิ่งใหญ่และขลังในเวลาเดียวกัน ยิ่งเมื่อได้เดินขึ้นไปบนกำแพง มองออกไปเห็นวิวทะเลทรายไกลสุดสายตา จะยิ่งรู้สึกถึงความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ในอดีต หลายคนพอมาถึงตรงนี้จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่รอบตัว เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในยุครุ่งเรืองของเส้นทางสายไหมจริงๆค่ะ

อุทยานป่าหินแม่หินแม่น้ำฮวงโห

          อีกหนึ่งความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่สวยแปลกตาจนหลายคนต้องร้องว้าวตั้งแต่เห็นครั้งแรก เพราะพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยแนวหินรูปร่างประหลาดขนาดมหึมาเรียงรายกันเหมือนงานประติมากรรมกลางแจ้งที่ธรรมชาติเป็นคนสร้างขึ้นเอง ตลอดเวลาหลายล้านปี ลม ฝน และสายน้ำจากแม่น้ำฮวงโหได้ค่อยๆกัดเซาะชั้นหิน จนเกิดเป็นรูปทรงแปลกตาที่ทั้งลึกลับและอลังการมากๆ

          บางมุมของที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนดาวอีกดวงหนึ่งเลยค่ะ โดยเฉพาะช่วงแสงเย็นที่เงาของหินทอดยาวไปทั่วพื้นที่ บรรยากาศจะยิ่งดูมีเสน่ห์และน่าค้นหา จนหลายแบรนด์แฟชั่นระดับโลกเลือกใช้สถานที่แห่งนี้ในการจัดแฟชั่นโชว์และถ่ายโฆษณา เพราะวิวรอบตัวมันทั้งดิบ เท่ และมีเอกลักษณ์แบบที่หาไม่ได้ง่ายๆจากที่อื่นในโลก นอกจากความสวยงามแล้ว ที่นี่ยังเป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้เราเห็นถึงพลังของธรรมชาติที่สามารถสร้างงานศิลปะระดับโลกขึ้นมาได้โดยไม่ต้องมีมนุษย์เข้าไปแต่งเติมเลยค่ะ

จำนวนผู้เข้าชม 6 ครั้ง