
17
Jul
จีน
Impression Lijiang โชว์ที่เล่าเรื่องลี่เจียงผ่านเสียงเพลงและขุนเขา
หากพูดถึงเมืองลี่เจียง (Lijiang) หลายคนอาจนึกถึงเมืองโบราณที่เต็มไปด้วยบ้านไม้เก่าแก่ ลำธารที่ไหลผ่านตรอกเล็ก ๆ หรือภูเขาหิมะมังกรหยกที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลสุดสายตา แต่เชื่อหรือไม่ว่า มีอีกหนึ่งสถานที่ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกตั้งใจเดินทางมาเพียงเพื่อชมการแสดงไม่ถึงสองชั่วโมง เพราะมันไม่ใช่โชว์ที่อาศัยเพียงแสง สี เสียง หรือเทคนิคบนเวที หากแต่เป็นการแสดงที่ใช้ธรรมชาติทั้งผืนเป็นโรงละคร ใช้ภูเขาหิมะเป็นฉาก ใช้ท้องฟ้าเป็นเพดาน และใช้วิถีชีวิตของผู้คนจริง ๆ เป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาต่อหน้าผู้ชม นั่นก็คือ Impression Lijiang การแสดงกลางแจ้งระดับโลกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในโชว์ที่ทรงพลังที่สุดของประเทศจีน
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่อัฒจันทร์ ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นแทบจะเหมือนทุกคน คือความเงียบ เพราะภาพของภูเขาหิมะมังกรหยกที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังเวทีนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าจะอธิบายด้วยคำพูด เวทีขนาดมหึมาตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ไม่มีผ้าม่าน ไม่มีหลังคา ไม่มีจอ LED ขนาดยักษ์ ไม่มีเอฟเฟกต์ควันหรือเลเซอร์เหมือนการแสดงสมัยใหม่ แต่กลับทำให้ผู้ชมหลายพันคนเฝ้ามองด้วยสายตาที่แทบไม่กะพริบ บางครั้งสายลมพัดผ่านเวที เสียงเพลงพื้นเมืองค่อย ๆ ดังขึ้น พร้อมกับนักแสดงหลายร้อยคนที่เดินออกมาพร้อมกัน ภาพตรงหน้าทำให้หลายคนรู้ทันทีว่า การแสดงนี้แตกต่างจากทุกโชว์ที่เคยดูมา
จุดกำเนิดของ Impression Lijiang จากแนวคิดที่อยากให้ธรรมชาติเป็นผู้เล่าเรื่อง
Impression Lijiang เปิดการแสดงอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 2006 โดยเป็นหนึ่งในผลงานชุด Impression Series ซึ่งสร้างชื่อเสียงไปทั่วประเทศจีน ผลงานทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับของผู้กำกับภาพยนตร์ระดับโลก จางอี้โหมว (Zhang Yimou) ผู้กำกับที่เคยสร้างผลงานภาพยนตร์ระดับนานาชาติและยังเป็นผู้ออกแบบพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปักกิ่ง ปี 2008 อีกด้วย แนวคิดของโชว์ชุดนี้ไม่ใช่การสร้างเวทีขึ้นเพื่อให้ธรรมชาติเข้ามาเป็นองค์ประกอบ แต่กลับกัน เขาเลือกสร้างเวทีให้กลมกลืนกับธรรมชาติ แล้วปล่อยให้ภูเขา เมฆ หมอก แสงแดด และสายลม กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง
ลี่เจียงเป็นดินแดนที่มีชนเผ่าอาศัยอยู่ร่วมกันมายาวนาน ทั้งชาวน่าซี (Naxi) ชาวไป๋ (Bai) ชาวอี๋ (Yi) ชาวทิเบต และชนเผ่าอีกหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีภาษา วัฒนธรรม เครื่องแต่งกาย ดนตรี และประเพณีเป็นของตัวเอง ผู้กำกับจึงเลือกนำเรื่องราวของผู้คนเหล่านี้มาถ่ายทอด ไม่ใช่ผ่านบทละครที่แต่งขึ้นใหม่ แต่ผ่านเรื่องจริงของวิถีชีวิต ตั้งแต่การทำไร่ การเลี้ยงสัตว์ การเดินทางบนภูเขาสูง การเฉลิมฉลองเทศกาล การแต่งงาน การร้องเพลง ไปจนถึงความผูกพันระหว่างคนกับธรรมชาติ
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ นักแสดงจำนวนมากไม่ได้เป็นนักแสดงมืออาชีพ แต่เป็นชาวบ้านจากชนเผ่าต่าง ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่จริง พวกเขาเพียงนำชีวิตประจำวันของตัวเองขึ้นมาสู่เวที จึงทำให้ทุกฉากเต็มไปด้วยความจริงใจและมีเสน่ห์แบบที่ไม่สามารถสร้างขึ้นจากการแสดงเพียงอย่างเดียว





เวทีกลางแจ้งที่ตั้งอยู่สูงกว่าสามพันเมตรเหนือระดับน้ำทะเล
ธรรมชาติคือฉากที่ไม่มีวันซ้ำกัน
ความพิเศษที่สุดของโชว์นี้คือ ไม่มีวันไหนที่ผู้ชมจะได้เห็นภาพเหมือนกัน บางวันยอดเขามังกรหยกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนจนสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย บางวันเมฆสีขาวลอยผ่า ยอดเขาอย่างช้า ๆ ราวกับภาพวาด บางครั้งหมอกบาง ๆ เคลื่อนผ่านเวทีในช่วงที่นักแสดงกำลังร้องเพลง ทำให้บรรยากาศดูเหนือจริงอย่างไม่น่าเชื่อ ธรรมชาติกลายเป็นผู้กำกับอีกคนหนึ่งที่ไม่มีใครควบคุมได้ แต่กลับทำให้ทุกการแสดงมีเสน่ห์เฉพาะตัว
นักแสดงกว่า 500 คน กับพลังที่สัมผัสได้จากทุกก้าว
หนึ่งในฉากที่ผู้ชมพูดถึงมากที่สุดคือช่วงที่นักแสดงจำนวนหลายร้อยคนเดินออกมาพร้อมกันเสียงกลองดังสนั่นไปทั่วหุบเขา เสียงร้องพื้นเมืองค่อย ๆ ดังขึ้นพร้อมกับนักแสดงที่แต่งกายด้วยชุดชนเผ่าสีสันสดใส ทุกคนเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียง แต่ไม่ได้ดูแข็งทื่อเหมือนการแสดงที่ซ้อมมาเป็นพันครั้ง กลับดูมีชีวิตชีวาเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตจริง เมื่อคนจำนวนมหาศาลยืนเรียงรายอยู่หน้าเทือกเขาหิมะ ความอลังการที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ขนาดของเวที แต่คือพลังของผู้คนที่รวมตัวกันเพื่อเล่าเรื่องราวของบ้านเกิด
ทุกบทเพลงคือเรื่องเล่าของผู้คน
แม้ผู้ชมส่วนใหญ่จะฟังภาษาท้องถิ่นไม่ออก แต่หลายคนกลับบอกว่าพวกเขาเข้าใจอารมณ์ของเพลงทุกบท ดนตรีพื้นเมืองถูกนำมาเรียบเรียงใหม่โดยยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ เสียงกลอง เสียงแตร และเครื่องดนตรีพื้นบ้านดังประสานกับเสียงลมที่พัดผ่านหุบเขา จนเกิดเป็นบรรยากาศที่ทั้งยิ่งใหญ่และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน บางช่วงเพลงสนุกสนานจนผู้ชมเผลอยิ้มตาม บางช่วงกลับเงียบสงบจนทั้งอัฒจันทร์ไม่มีเสียงพูดคุย ทุกคนเพียงนั่งมองเวทีด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
เรื่องราวที่ไม่มีพระเอก ไม่มีตัวร้าย
Impression Lijiang ไม่ได้เล่าเรื่องสงคราม ไม่ได้เล่าตำนานจักรพรรดิ และไม่ได้มีโครงเรื่องแบบละครเวทีทั่วไป แต่สิ่งที่โชว์นำเสนอคือ "ชีวิต" ชีวิตของคนเลี้ยงม้า คนทำไร่ คนเลี้ยงจามรี ชีวิตของหญิงสาวที่รอคนรักกลับจากการเดินทาง ชีวิตของผู้เฒ่าที่สืบทอดบทเพลงจากรุ่นสู่รุ่น เรื่องราวเล็ก ๆ เหล่านี้เมื่อถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน กลับสะท้อนความงดงามของวัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้งกว่าบทสนทนายาวหลายหน้าเสียอีก
เครื่องแต่งกายที่สะท้อนเอกลักษณ์ของชนเผ่า
นักแสดงแต่ละกลุ่มสวมชุดพื้นเมืองของชนเผ่าตัวเอง สีแดง น้ำเงิน ขาว ดำ และลวดลายปักแบบดั้งเดิมทำให้ทั้งเวทีเต็มไปด้วยสีสัน เครื่องแต่งกายทุกชุดไม่ได้ออกแบบขึ้นใหม่เพื่อการแสดงเท่านั้น แต่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแต่งกายในชีวิตจริงของแต่ละชนเผ่า จึงทำให้ผู้ชมได้เห็นรายละเอียดของวัฒนธรรมผ่านเสื้อผ้า เครื่องประดับ และหมวกที่แตกต่างกันออกไป





ทำไม Impression Lijiang จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวลี่เจียง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การแสดงแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาลี่เจียง นักเดินทางจำนวนไม่น้อยถึงกับจัดโปรแกรมทัวร์ให้ตรงกับรอบการแสดง เพราะเชื่อว่าหากมาถึงภูเขาหิมะมังกรหยกแล้วไม่ได้ชม Impression Lijiang ก็เหมือนยังมาไม่ถึงอย่างสมบูรณ์ โชว์นี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมของชนเผ่าท้องถิ่น ถ่ายทอดบทเพลง ภาษา และประเพณีให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ รวมทั้งสร้างรายได้ให้กับชุมชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงอีกด้วย ในโลกที่หลายวัฒนธรรมกำลังค่อย ๆ เลือนหาย การแสดงแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนเวทีที่ทำให้เรื่องราวของผู้คนยังคงมีชีวิต และถูกส่งต่อไปยังผู้ชมจากทั่วทุกมุมโลก



การแสดงที่ใช้หัวใจมากกว่าเทคนิค และใช้ธรรมชาติมากกว่าเวที
Impression Lijiang อาจไม่มีเอฟเฟกต์ตระการตาแบบการแสดงสมัยใหม่ ไม่มีฉากเปลี่ยนไปมาด้วยระบบอัตโนมัติ และไม่มีนักแสดงชื่อดังที่ทุกคนรู้จัก แต่กลับมีสิ่งหนึ่งที่โชว์อีกหลายแห่งไม่สามารถสร้างได้ นั่นคือความจริงใจของผู้คนและพลังของธรรมชาติ เมื่อเสียงเพลงสุดท้ายจบลง นักแสดงทุกคนยืนเรียงกันต่อหน้าภูเขาหิมะมังกรหยก ผู้ชมทั้งอัฒจันทร์ลุกขึ้นปรบมือยาวนาน ไม่ใช่เพราะเพิ่งชมโชว์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เพราะเพิ่งได้รับรู้เรื่องราวของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางภูเขาแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคน และเมื่อเดินออกจากอัฒจันทร์ หลายคนอาจจำรายละเอียดทุกฉากไม่ได้ทั้งหมด แต่จะจำความรู้สึกที่เกิดขึ้นในวันนั้นได้เสมอ ความรู้สึกที่ธรรมชาติ ผู้คน และวัฒนธรรม ได้หลอมรวมกันจนกลายเป็นการแสดงที่ไม่ได้อยู่แค่บนเวที หากแต่ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้ชมไปอีกนานแสนนาน เพราะนั่นคือเสน่ห์ที่แท้จริงของ Impression Lijiang การแสดงที่ไม่ได้เพียงเล่าเรื่องของลี่เจียง แต่กำลังบอกเล่าเรื่องราวของมนุษย์ที่ใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ และพิสูจน์ให้เห็นว่า บางครั้งความยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่เกิดจากการเคารพและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างงดงามที่สุดนั่นเอง
เกร็ดความรู้
เรื่องน่าสนใจของ Impression Lijiang ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ เป็นการแสดงกลางแจ้งบนเวทีที่อยู่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกImpression Lijiang จัดแสดงบนระดับความสูงประมาณ 3,100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล บริเวณเชิงภูเขาหิมะมังกรหยก ทำให้ทั้งนักแสดงและผู้ชมต้องอยู่ในสภาพอากาศที่มีออกซิเจนน้อยกว่าพื้นที่ราบ จึงควรเดินช้า ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเข้าชมการแสดง
