Black Ribbon Top Right

เวลาทำการ

จันทร์-ศุกร์ :

09.00 - 18.00 น.

เราช่วยคุณได้

@cjtvacation

Travel License : 11/11747

หน้าแรก

/

บทความท่องเที่ยว

/

ประติมากรรมเกลียวสีแดงสด สัญลักษณ์แห่งสายลมและความทรงจำริมทะเลชิงเต่า

ประติมากรรมเกลียวสีแดงสด สัญลักษณ์แห่งสายลมและความทรงจำริมทะเลชิงเต่า

10

Aug

จีน

ประติมากรรมเกลียวสีแดงสด สัญลักษณ์แห่งสายลมและความทรงจำริมทะเลชิงเต่า

เมื่อสายลมถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นรูปทรง

          ถ้าเดินเล่นอยู่ริมทะเลเมืองชิงเต่า แล้วจู่ ๆ มองเห็นประติมากรรมสีแดงสดขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมชายฝั่ง หลายคนอาจหยุดมองแล้วคิดเหมือนกันว่า “นี่คืออะไรนะ” ประติมากรรมชิ้นนี้มีชื่อว่า The Wind of May หรือ “สายลมแห่งเดือนพฤษภาคม” รูปทรงเป็นเกลียวสีแดงที่ดูเหมือนกำลังหมุนเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แม้ตัวประติมากรรมจะหยุดนิ่ง แต่เมื่อมีลมทะเลพัดผ่าน ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเกลียวสีแดงกำลังหมุนไปพร้อมกับสายลม และนั่นแหละ คือเสน่ห์ของที่นี่ มันไม่ได้เป็นเพียงประติมากรรมที่สร้างไว้ให้คนมาถ่ายรูป แต่เป็นงานศิลปะที่ผูกเข้ากับเมือง ชายทะเล และความรู้สึกของผู้คนได้อย่างน่าสนใจ

จากสายลมสู่สัญลักษณ์ของเมือง

           The Wind of May ตั้งอยู่บริเวณจัตุรัส May Fourth Square หรือจัตุรัสวันที่ 4 พฤษภาคม ในเมืองชิงเต่า มณฑลซานตง ประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่สาธารณะที่มีความสำคัญและเป็นภาพจำของเมือง ชื่อ “The Wind of May” เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ ขบวนการ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1919 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์จีน และจัตุรัสแห่งนี้ก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ตัวประติมากรรมเลือกใช้สีแดงสด ซึ่งมองเห็นได้ชัดจากระยะไกล และรูปทรงเกลียวที่พุ่งขึ้นด้านบน ทำให้เกิดความรู้สึกถึงพลัง การเคลื่อนไหว และความมุ่งมั่นของผู้คนในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเปลี่ยนแปลง พอมองจากตรงนี้ก็จะเข้าใจว่า ทำไมศิลปินถึงไม่ได้เลือกสร้างเป็นรูปบุคคลหรืออนุสาวรีย์แบบทั่วไป แต่เลือกใช้ “ลม” และ “การเคลื่อนไหว” มาเป็นตัวแทน เพราะลมมองไม่เห็น แต่เรารู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น

เกลียวสีแดงที่โดดเด่นริมทะเล

          สิ่งที่สะดุดตาที่สุดแน่นอนว่าคือ รูปทรงเกลียวสีแดงสด ที่ดูคล้ายเปลวไฟ สายลม หรือริบบิ้นขนาดยักษ์กำลังหมุนตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า ยิ่งเมื่อฉากหลังเป็นท้องทะเลสีฟ้าและท้องฟ้ากว้าง ๆ สีแดงของประติมากรรมก็ยิ่งโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน เรียกได้ว่าเป็นจุดที่ถ่ายรูปแล้วแทบไม่ต้องจัดองค์ประกอบอะไรเยอะ เพราะตัวสถานที่เองมีความโดดเด่นอยู่แล้ว ช่วงที่มีแสงแดดกระทบกับพื้นผิวของประติมากรรม สีแดงจะดูสดและมีมิติมากขึ้น ส่วนช่วงเย็นบรรยากาศก็เปลี่ยนไปอีกแบบ แสงอาทิตย์ที่ค่อย ๆ ลดระดับลงทำให้พื้นที่รอบ ๆ ดูอบอุ่น และตัวประติมากรรมก็กลายเป็นเหมือนเงาสีแดงขนาดใหญ่ที่ตัดกับท้องฟ้า อีกอย่างที่น่าสนใจคือการยืนอยู่ใกล้ ๆ แล้วมองย้อนออกไปทางทะเล จะเห็นทั้งประติมากรรม ผู้คนที่มาเดินเล่น และทะเลอยู่ในภาพเดียวกัน มันเป็นบรรยากาศที่ไม่ต้องรีบเลย เดินช้า ๆ รับลมทะเล ถ่ายรูปบ้าง นั่งพักบ้าง แล้วปล่อยให้บรรยากาศของชิงเต่าค่อย ๆ ทำหน้าที่ของมัน

ศิลปะที่ไม่ได้มีไว้แค่ให้มอง

          The Wind of May มีความน่าสนใจตรงที่สามารถเชื่อมโยง ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และพื้นที่ของเมือง เข้าด้วยกัน สีแดงให้ความรู้สึกถึงพลังและความเข้มแข็ง ขณะที่รูปทรงเกลียวซึ่งดูเหมือนกำลังเคลื่อนไหว สื่อถึงกระแสของเวลาและการเปลี่ยนแปลง เมื่อประติมากรรมตั้งอยู่ริมทะเล ความหมายก็ยิ่งชัดขึ้น เพราะทะเลและสายลมเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์และสังคมที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง ดังนั้น หากมองเพียงภายนอก เราอาจเห็นแค่ “ประติมากรรมสีแดงขนาดใหญ่” แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกนิด เราจะเห็นเรื่องราวของเมือง ความทรงจำ และความเปลี่ยนแปลงที่ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่เข้าใจง่ายมาก

สายลมที่ยังคงพัดผ่านความทรงจำ

          The Wind of May จึงไม่ได้เป็นเพียงจุดถ่ายรูปสวย ๆ ริมทะเลของเมืองชิงเต่าเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมืองที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนในปัจจุบันเข้ากับเรื่องราวในอดีต ประติมากรรมสีแดงสดที่ดูเหมือนกำลังหมุนตามแรงลม ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีชีวิตขึ้นมา และยิ่งเมื่ออยู่ท่ามกลางทะเลกว้างกับท้องฟ้าเปิด ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกถึงพลังบางอย่างที่อธิบายเป็นคำพูดได้ไม่หมด บางครั้งงานศิลปะก็ไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องทั้งหมดออกมาตรง ๆ แค่ทำให้เราหยุดมอง หยุดคิด  และรู้สึกบางอย่างขึ้นมาในใจ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว The Wind of May จึงเป็นมากกว่าประติมากรรมริมทะเล แต่เป็นภาพแทนของพลัง การเปลี่ยนแปลง และความทรงจำของเมืองชิงเต่าที่ถูกส่งต่อผ่านสายลมจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน

เกร็ดความรู้

ทำไม The Wind of May ถึงเป็นสีแดง  สีแดงของ The Wind of May ไม่ได้เลือกมาเพียงเพื่อให้โดดเด่นริมทะเลเท่านั้น แต่ยังช่วยสื่อถึง พลัง ความเคลื่อนไหว และจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่ ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ขบวนการ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1919 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์จีน ส่วนรูปทรงเกลียวที่พุ่งขึ้นด้านบน ให้ความรู้สึกเหมือน สายลมที่กำลังหมุนวนและเคลื่อนไปข้างหน้า จึงถูกมองว่าเป็นภาพแทนของพลังและการเปลี่ยนแปลง เรียกได้ว่าแค่ประติมากรรมสีแดงหนึ่งชิ้น ก็สามารถเล่าเรื่องราวของ ประวัติศาสตร์ เมือง และความหวังของคนรุ่นใหม่ ได้ในเวลาเดียวกัน

จำนวนผู้เข้าชม 13 ครั้ง